Blog - ทางเลือกที่เดินได้เอง

แบบฝึกหัดส่งท้าย 

"เอาละ แบบฝึกหัดสุดท้ายแล้วนะ" อาจารย์บอก

"หยิบกระดาษขึ้นมา ในอีกชั่วโมงข้างหน้า ขอให้พวกเธอเขียนคำกล่าวไว้อาลัยให้กับงานศพของตัวเอง

พวกเธอจะต้องเขียนบอกเล่าชีวิตของตัวเองเพื่อให้โฆษกนำไปอ่านในงานศพหลังจากที่พวกเธอจากโลกนี้ไปแล้ว

พวกเธออยากให้มันออกมาเป็นอย่างไร อยากให้ชีวิตถูกบรรยายออกมาแบบไหน เอาละ เริ่มได้"


บางคนถึงกับอ้าปากค้าง เขียนคำกล่าวไว้อาลัยให้กับงานศพของตัวเองเนี่ยนะ

ในวัยยี่สิบ คุณย่อมมองว่าชีวิตเป็นอมตะไม่ตายง่าย ทำไมถึงสั่งงานบ้าบอแบบนี้


ผมเริ่มลงมือ ผมบรรยายภาพคุณหมอในอนาคต 

ผมเป็นแพทย์หนุ่มไฟแรงที่ควบตำแหน่งศาสตร์จารย์ประจำโรงเรียนแพทย์ชื่อดังด้วย (เหมือนพ่อ)

และผมยังเป็นเจ้าของคลีนิกใหญ่โต (เหมือนพ่อ)

นอกจากนั้น ..ผมยังวาดฝันว่าพ่อแม่ภูมิใจในตัวผมแค่ไหน รายได้มั่นคง รางวัลเกียรติยศมากมาย


แต่ผ่านไปยี่สิบนาที..

ผมก็หยุดกึก จู่ รู้สึกตื่นตระหนก หัวใจเต้นแรง

นี่ผมกำลังเขียนอะไรอยู่ ผมวางปากกาลงทันที รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด

สิ่งที่ผมต้องการจริง คือ เดินทางท่องเที่ยว ใช้ชีวิตในต่างแดน เป็นเจ้าของกิจการ


แล้วภาพอนาคตของการเรียนอย่างคร่ำเคร่งเพื่อเตรียมตัวเป็นแพทย์ก็ดูหนักอึ้งเกินรับไหว

สี่ปีที่ต้องเรียนวิชาที่ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ สี่ปีที่ต้องอยู่กับความเครียดวิตกกังวลตลอดเวลาว่าจะเข้าโรงเรียนแพทย์ได้หรือเปล่า

ไหนจะอีกสี่ปีที่ต้องเรียนแพทย์อีก จากนั้นต้องเป็นแพทย์ประจำบ้านอีกสามถึงห้าปี

ไม่แน่อาจต้องเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้วย


ผมไม่อยากเรียนเคมีอินทรีย์เลย 

ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเรียนเพื่อพ่อ เพื่อคุณปู่ แต่ไม่ใช่เพื่อตัวผมเองเลย


ไม่! ผมอยากเรียนภาษาต่างประเทศ วรรณคดี 

เสียงในหัวผมตะโกน "แน่ใจนะว่านายอยากเป็นหมอ! นายกำลังทำเพื่อพวกเขา ไม่ใช่เพื่อตัวเอง! แล้วเรื่องท่องเที่ยวที่นายใฝ่ฝันล่ะ"


แล้วผมก็ตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น

ผมขีดฆ่าหน้าแรกที่บรรยายถึงการเป็นแพทย์หนุ่มไฟแรงน่ายกย่อง

จากนั้น จึงนั่งนิ่งสักพักก่อนลงมือเขียนอีกรอบ คราวนี้เหมือนหนังคนละม้วนเลย อนาคตที่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ผมเขียนใส่กระดาษแผ่นนั้นว่า

ผมทำธุรกิจกับต่างประเทศ พูดคล่องถึงสี่ภาษา ทำการค้าในยุโรป 

เขียนตำราธุรกิจ เดินทางไปรอบโลก และสอนหนังสือที่โรงเรียนบริหารธุรกิจ

ผมร่างเส้นทางสายอาชีพใหม่ทั้งหมด มันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง 

นอกจากนั้น ผมยังเขียนถึงตอนแต่งงานและมีลูกสามคน รวมถึงมีมิตรสหายดี มากมาย


ตอนนั้นผมเพิ่งอายุยี่สิบ กำลังนั่งเขียนคำกล่าวไว้อาลัยให้กับงานศพของตัวเอง

แต่ถ้าจะเรียกให้ถูก สิ่งที่ผมเขียนคือแผนการใช้ชีวิตต่างหาก แผนการที่ทำให้ผมตื่นเต้น

แผนการใช้ชีวิตของผมเอง ไม่ใช่ของพ่อ 


หลายปีต่อมา... กระดาษแผ่นนั้นหายไปแล้ว

ทว่าผมไม่มีวันลืมสิ่งที่ผมเขียนวันนั้น


เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการสัมมนา มันเป็นวันอาทิตย์พอดี

ผมตรงดิ่งไปจนสุดทางเดินในหอพัก หยอดเหรียญลงตู้โทรศัพท์

โทรเรียกเก็บปลายทางเหมือนทุกครั้ง

ผมต้องโทรกลับบ้านหาพ่อแม่ทุกสัปดาห์


"พ่อครับ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เรียนต่อหมอ"

ผมรอฟังเสียงบ่นก่นด่า หรือสั่งสอนให้ผมกลับใจ แต่ไม่มีเลย

"พ่อไม่สนหรอกว่าลูกจะเรียนต่อหมอหรือเปล่า พ่อดีใจเสียอีกที่ลูกเลือกเส้นทางอาชีพที่ชอบ"

(ในใจผมคิดว่า นี่เราหูฝาดไปหรือเปล่า พ่อพูดแบบนั้นจริง หรือ ไม่! ไม่มีทาง!)


"จริงเหรอพ่อ"

"จริงสิ ไม่มีใครในบ้านคิดว่าลูกจะต้องเป็นหมอเลยนะ"

ผมอึ้งอ้าปากค้าง .. ตะลึงงันเลยล่ะ หูโทรศัพท์ค่อย ร่วงจากมือ 

ผมผ่อนลงหายใจออกช้า ก่อนจะฉีกยิ้มแก้มปริ นาทีนั้นผมอยากกระโดดพ่อเป็นบ้า


คุณอาจสงสัย "แล้วสุดท้ายผลออกมาอย่างไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง"

ผมจะเล่าให้ฟัง ผลออกมาดีทีเดียว ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมเขียนไว้ตอนอายุยี่สิบไม่มีผิด


เพื่อช่วยให้ใครสักคนไตร่ตรองถึงสิ่งที่เขาอยากทำจริง  

และสิ่งที่เขาอยากให้เป็นที่จดจำ ถามเขาสิคะว่า 

 

 

"ถ้าคุณต้องเขียนคำกล่าวไว้อาลัยให้กับงานศพของตัวเอง คุณอยากเขียนถึงตัวคุณและชีวิตของคุณอย่างไร"

 

ที่มา

หนังสือ The Power Questions (2012) โดย Andrew Sobel และ Jerold Panas

 

 

 


 

18 August 2014 By Ng. Charcoal

FOLLOW US